วีดีโอ

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

อานุภาพแห่งรอยยิ้ม



ยิ้มเปรียบเสมือนภาษาสากล ไม่ ว่าคนเราจะเดินทางไปไหน ณ มุมไหนของโลก หรืออยู่ในสถานที่ที่มีข้อกีดขวางทางวัฒนธรรมและภาษา ยิ้มสามารถใช้เป็นภาษาที่สื่อสารและเข้าใจง่ายมากที่สุด เป็นภาษาที่ไม่ต้องการคำอธิบาย ไม่ต้องอาศัยเวลาเล่าเรียน ฝึกฝน เพราะทุกคนต่างเข้าใจความหมายแง่บวกที่สื่อออกไปแน่นอน

ยิ้มคือแม่เหล็กดูดมิตร ธรรมดา แม่เหล็กดูดสิ่งของที่มีประจุต่างกันและผลักสิ่งที่มีประจุต่างกัน ยิ้มก็เช่นกันเป็นตัวดูดคนดีให้เข้ามาใกล้ ยามที่เราต้องการจะเริ่มบทสนทนา หรืออยากรู้จักเพื่อนใหม่สักคนเพียงส่งยิ้ม แห่งมิตรภาพไป ไม่ถึงเสี้ยววินาทีคุณก็จะได้รับรอยยิ้มแบบเดียวกันกลับมา อานุภาพแห่งยิ้มชั่วพริบตานี้อาจนำมาซึ่งมิตรแท้ ที่จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต

ยิ้มเป็นยาชูกำลัง เมื่อ คนเราเกิดความเศร้า ท้อแท้เป็นอาการป่วยทางจิต ยาปฏิชีวนะขนาดใดๆก็ไม่สามารถรักษาเยียวยาได้ ทว่าหากมีใครสักคนเดินเข้ามา ด้วยความจริงใจพร้อมมอบรอยยิ้มเห็นอกเห็นใจให้ แม้ไม่มีคำปลอบประโลมใดแต่ทำให้ใจที่มืดมนเกิดหนทางสว่างขึ้นได้ ประหนึ่งยาชูกำลังจิตใจคนเศร้าหมองให้มีพลัง กลับมายืนหยัดสู้กับปัญหาอีกครั้ง

ยิ้มยังเป็นยาอายุวัฒนะ ใครก็ตามที่มีอารมณ์ดีเป็นนิสัย มองไปคราใดก็พบใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่เป็นนิจ จะเป็นผู้ที่สภาพจิตดีและอายุยืน เขาว่า "ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว" เมื่อใจซึ่งเป็นนายของกายดี ก็พลอยทำให้บ่าวอย่างกายมีพลานามัยแข็งแรง ส่งผลให้มีอายุยืนยาวตามไปด้วย

ในทางจิตวิทยากล่าวไว้ว่า ไม่มีใครสามารถโกรธได้จริงในขณะที่พูดคำว่า "ยิ้ม" แบบทดสอบง่ายๆให้ลองทำหน้าให้บึ้งที่สุด เครียดที่สุด แล้วพูดคำว่า "ยิ้ม" สักสี่ห้าครั้งดูไม่มีทางเลยว่า คุณ

จะไม่เผลอหลุดยิ้มออกมาจริงๆในที่สุด




วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

มาสร้างความสุขกาย สงบใจ ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง


หากใครที่ต้องฝ่าฟันความเครียดจากการทำงาน หรือการดำเนินชีวิตลองดู 10 เคล็ดลับง่ายๆ 
ที่พาตัวคุณเองไปสู่ความสงบสุขทั้งทางใจและทางกาย แล้วนำไปปฏิบัติดูนะคะ

1. เลือกเวลาหนึ่งชั่วโมงในแต่ละวัน 
เพื่อปิดมือถือ และปิดรับข่าวสารทุกอย่าง

2. ควรหาอะไรที่ต้องทำเป็นกิจวัตรประวันอย่างน้อยหนึ่งอย่าง 
เช่น กำหนดตนเองว่าต้องออกไปวิ่งทุกเช้าวันละครึ่งชั่วโมง 
หรือเล่นโยคะเบาๆ ก่อนนอนทุกคืน เพราะทุกครั้งที่คุณสามารถ
รักษาความสม่ำเสมอไว้ได้ คุณจะรู้สึกว่าชีวิตทั้งหมดอยู่ในอำนาจ
การควบคุมของคุณเอง และมีสติในการคิดเรื่องอื่นๆ ได้ในวันนั้นทั้งวัน

3. เมื่อมีเรื่องหนักใจ ให้กลไกความเป็นนักจิตวิทยาที่มีอยู่
ในมนุษย์ทุกคนได้ทำงานเพื่อคุณบ้าง ฟังดูยาก แต่ทำได้ง่ายๆ 
นั่นคือโทรศัพท์ไปหาเพื่อนรักที่เข้าใจคุณ และระบายทุกอย่าง
ที่คับข้องออกมาให้หมด จะโกรธ โมโห หรือถ้าอยากจะร้องไห้ ก็เชิญตามสบาย 
แล้วสุดท้ายคุณจะค้นพบว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยรอยยิ้ม 
หรือเสียงหัวเราะได้เสมอ มีเพื่อนดีๆ อย่างนี้เก็บไว้นานๆ นะจ๊ะ


4. จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำให้เหมาะสม 
ว่าสิ่งใดทำก่อน สิ่งใดทำหลัง และสิ่งใดไม่ต้องทำเลย 
สิ่งที่มีความหมายกับชีวิตคุณจริงๆ แล้วคือ ครอบครัว เพื่อนฝูง 
สุขภาพที่ดี เพราะฉะนั้นเวลาที่มีกิจธุระยุ่งรัดตัว ให้คุณระสึกถึง
สามสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นก่อน อะไรๆ ก็จะดูเข้ารูปเข้ารอยชัดเจนขึ้น 
ความสับสนวุ่นวายก็จะลดน้อยถอยลงไป

5. คืนชีวิตสู่ธรรมชาติ ให้เวลาเดินเล่นในสวนสาธารณะ 
ซื้อดอกไม้สวยๆ สักช่อหนึ่งมาประดับห้องนอนหรือโต๊ะทำงาน 
เพียงอ้าแขนรับอ้อมกอดของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ คุณจะรู้สึกทันที
ถึงความอบอุ่น มั่นคง และความปลอดภัย เพราะท้ายที่สุดแล้ว 
มนุษย์เราก็เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ของธรรมชาตินั่นเอง

6. เสริมสร้างสุขภาพกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย
อย่างสม่ำเสมอ และเรียนรู้หลักโภชนาการง่ายๆ ที่ช่วยเป็นความรู้เสริม
สำหรับการเลือกทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อคุณมีสุขภาพกายที่
 สุขภาพจิตคุณก็มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นด้วย

7. หายใจลึกๆ หายใจเข้าทางจมูกให้ลึกสุดปอด 
จนรู้สึกถึงอากาศที่อัดแน่นลงไปถึงช่องท้อง กลั้นเก็บไว้สักพัก
ประมาณ 6 วินาที เพื่อให้ร่างกายดูดซับออกซิเจนอย่างเต็มที่ 
หายใจออก อย่างช้าๆ ทางปาก กลั้นไว้อีก 6 วินาที 
นี่เป็นการหายใจอย่างมีสติ จึงให้ผลที่แตกต่างจากการหายใจ
ด้วยกลไกอัตโนมัติของร่างกายอย่างที่เป็นอยู่ตามปกติ 
จึงให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างนั่นคือคุณจะได้ฝึกสมาธิ จิตนิ่ง 
และมีประโยชน์ต่อเซลล์เม็ดเลือดแดงของร่างกายด้วยควรฝึก
อย่างน้อย วันละ 5-10 ครั้ง

8. ยิ้มกว้างๆ หัวเราะดังๆ ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้รู้สึก
ปลดปล่อยเต็มที่ ดู หนังตลก หรืออ่านโจ๊กขำขัน 
การหัวเราะคือวิธีการระบายความเครียดที่ดีที่สุดทางหนึ่ง
เมื่อคุณหัวเราะ โลกนี้จะสดใสขึ้น และยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกาย
มีภูมิต้านทานที่แข็งแรงขึ้น จึงทำให้คุณไม่เป็นหวัดง่าย

9. ทำอะไรทีละอย่าง อย่าพยายามทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันเพราะนอก
จากจะไม่เสร็จสักอย่างแล้วยังไม่มีอะไรออกมาดีอย่างที่ต้องการ เลือกสิ่งที่สำคัญ
เช็คออกไปทีละอย่างที่ทำเสร็จ

10. เมื่อโลกหนักอึ้ง และทุกอย่างถาโถมเข้าหาอย่างตั้งตัวไม่ทัน 
ลองใช้วิธีทางธรรมชาติบำบัด อย่างการบำบัดด้วยกลิ่น หรือเสียงเพลง 
ก็จะช่วยได้เยอะ อย่างเช่นกลิ่นที่ให้ความสดชื่น ของมินท์ ยูคาลิปตัส 
หรือการเข้าสปานวดผ่อนคลายก็ช่วยได้เยอะเคล็ดลับเหล่านี้คงทำให้คุณๆ 
ที่จิตใจว้าวุ่น เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยต่างๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเองได้


แม้คุณจะทำได้ไม่ครบ แต่ถ้าคุณรู้ว่าวิธีใด วิธีหนึ่งในนี้ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมา 
นั่นแหละค่ะ ที่เรียกว่า “ความสุขของชีวิต” ลองทำกันดูนะคะ


วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

แนะ ๙ วิธีทำดีได้บุญ แบบไม่ต้องใช้เงิน

คนไทยเรานั้น ได้ชื่อว่าเป็นพวกที่ชอบทำบุญสุนทานอยู่เสมอ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความเชื่อที่ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ซึ่งแม้ปัจจุบัน หลายคนจะรู้สึกกังขาว่า ทำไม คนที่เรารู้สึกว่าชั่วยังคงได้ดิบได้ดี เช่น ยังมีเงินทองและใช้ชีวิตที่สุขสบายกว่าเรา แต่นั่นก็ยังอธิบายได้ว่า เขาทำกรรมเก่าดีหรือยังกินบุญเก่าอยู่ ซึ่งที่เราเห็นด้วยตาว่าเขาสุขสบายก็อาจไม่จริง บางทีเขาอาจกำลังทุกข์ใจ เพราะต้องคอยระแวงปกปิดความผิดของตน กลัวคนไปล่วงรู้อยู่ก็ได้ อย่างไรก็ดี โดยพื้นฐานแล้ว คนส่วนใหญ่ก็มักจะชอบทำบุญ เพราะเชื่อว่าเป็นการทำความดี และเป็นการสะสมผลบุญที่จะสนองให้เราได้รับสิ่งที่ดีในอนาคตหรือในชาติหน้า ซึ่งโดยแท้จริงการทำบุญนั้น ทันทีที่ทำก็เป็นความสุขแล้ว เพราะ บุญ คือ การทำความดีด้วยวิธีการต่างๆ ที่ทำให้อิ่มเอิบเบิกบานใจ



โดยทั่วไป คนมักทำบุญกุศลด้วยการบริจาคทรัพย์ สิ่งของ หรือให้ทานเป็นโอกาสๆ เช่น บริจาคช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติ ร่วมสร้างศาสนสถาน ทอดกฐินผ้าป่า ช่วยเด็กกำพร้า หรือช่วยซื้อโลงศพ เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่เชื่อไหมว่า ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น เรามีโอกาสทำความดีหรือทำบุญได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องใช้เงินทองหรือสิ่งของ ถึงแม้เราจะไม่ได้มีอาชีพเป็นแพทย์ พยาบาลที่ต้องช่วยเหลือคนเป็นประจำอยู่แล้วก็ตาม จะทำได้อย่างไรนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ขอเสนอแนะ ๙ วิธีทำดี ได้บุญ แบบไม่ต้องใช้เงิน เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านได้สะสมกุศลให้เพิ่มพูนขึ้น ดังต่อไปนี้

๑.ตื่นเช้าขึ้นมาก็คิดแต่สิ่งดีๆ ทันทีที่ตื่นนอน หากเราคิดถึงแต่สิ่งที่ดีที่งาม ก็จะทำให้จิตใจเราสดชื่น กระตือรือร้น พร้อมที่จะรับมือกับชีวิตประจำวันด้วยความรื่นเริง ไม่หงุดหงิด โมโห แค่นี้ นอกจากเราจะมีความสุขแล้ว คนรอบข้างเราก็มีความสุขไปด้วย ถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง

๒.ยิ้มแย้มแจ่มใส ในแต่ละวัน หากเราจะรู้จักยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ว่าจะยิ้มกับคนรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม หน้าตาของเราก็จะดูเป็นมิตร ทำให้คนอยากเข้าใกล้ ถ้าเราเป็นพ่อแม่ ยิ้มกับลูกก่อนไปทำงาน ลูกก็ดีใจ ลูกยิ้มกับพ่อแม่ๆก็สบายใจว่าต่างคนต่างไม่มีเรื่องเดือนร้อนใจแน่ หรือหากมีก็กล้าจะมาปรึกษาหารือ หรือหากเป็นเจ้านาย ยิ้มกับลูกน้องๆก็รู้ว่าวันนี้นายอารมณ์ดี ทำให้ทำงานด้วยความมั่นใจ ไม่ต้องระแวงว่าจะถูกเรียกไปต่อว่า และถ้าเรียกก็ดูน่าจะมีเมตตากว่าเวลาที่นายทำหน้ายักษ์

๓.ทักทาย โอปราศรัย คนบางคน นอกจากจะไม่ยิ้มกับใครแล้ว ยังชอบทำหน้าบึ้งตึงไม่คิดจะพูดจาทักทายใครด้วย ซึ่งถ้าเกิดทำงานด้านบริการ คนมาติดต่อคงรู้สึกเกร็งและกังวลตลอดว่าจะถูกเอ็ดตะโรเมื่อไรก็ไม่รู้ ดังนั้น นอกจากยิ้มแย้มแจ่มใสแล้ว เราก็ควรจะเอื้อนเอ่ยวาจาทักทายผู้มารับบริการก่อน การทักทายปราศรัยกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นผู้มาขอรับบริการ เพื่อนฝูงคนรู้จัก ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือแม้แต่คนที่มาทำงานให้เรา เช่น แม่บ้าน ยาม ฯลฯ จะทำให้เขารู้สึกเป็นมิตร และอบอุ่นใจ ทำให้บรรยากาศในที่นั้นๆดีขึ้น


๔.แบ่งปันน้ำใจไมตรี สามารถทำได้ทุกที่และทุกเวลา เช่น ช่วยพ่อแม่จัดโต๊ะอาหาร ล้างถ้วยชาม ลุกให้เด็ก ผู้หญิงท้อง หรือคนแก่นั่ง ช่วยถือของหนักให้คนในรถเมล์ หยุดรถให้คนข้ามถนนหรือรถอื่นไปก่อน ช่วยแบ่งเบาภาระงานให้เพื่อนในที่ทำงาน เป็นต้น การให้ความช่วยเหลือเช่นนี้ เป็นการทำบุญด้วยการลดความเห็นแก่ตัวของเราลง และทำให้เราได้รับมิตรไมตรีสนองตอบกลับมาด้วย

๕.ปลุกปลอบให้กำลังใจ ช่วยแก้ไขปัญหา หลายๆครั้งที่เพื่อนฝูงญาติมิตรอาจประสบปัญหาชีวิตและเกิดความทุกข์ใจแสนสาหัส สิ่งที่ดีที่สุดคือ ความเป็นมิตรและถ้อยคำที่ปลุกปลอบให้กำลังใจ คำพูดดีๆที่มาจากใจ จะทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์ รู้สึกดีขึ้นและมีพลังที่ต่อสู้ชีวิตต่อไปได้

๖.ให้คำชมด้วยความนิยมยินดี การกล่าวคำชื่นชมต่อผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ย่อมจะทำให้ผู้รับคำชมรู้สึกปลาบปลื้มยินดี และมีความสุขได้ โดยเฉพาะในเรื่องที่เขาทำสำเร็จ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและจริงใจด้วย ดูอย่างตัวเราเองแค่วันไหน แต่งตัวสวย แล้วมีคนชม เราก็หน้าบานไปทั้งวันแล้ว เช่นเดียวกัน คนทุกคนล้วนอยากได้การยอมรับและคำชมทั้งนั้น เพราะคำชมจะเป็นการเสริมเพิ่มกำลังใจให้อยากทำดียิ่งๆขึ้นไป

๗.แนะนำให้คำสอนที่ดี มีคุณค่า ไม่ว่าจะเราจะอยู่ในสถานภาพใด เช่น เป็นลูก เป็นพ่อแม่ ลูกน้อง เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมอาชีพ ฯลฯ หากเราจะมีเมตตาแนะนำในสิ่งที่ดี มีประโยชน์และคุณค่าต่อผู้อื่น หรือสอนในสิ่งที่เราชำนาญให้แก่ผู้อื่น ก็จะเป็นการช่วยเกื้อกูลสังคมให้ดียิ่งขึ้น และผลก็จะย้อนมาสู่ตัวเราผู้ทำด้วย เช่น สอนงานให้ลูกน้อง ต่อไป เมื่อเขาทำงานเป็นเราก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก และเขาก็จะรู้สึกขอบคุณเรา แนะวิธีออกกำลังกายให้พ่อแม่ ท่านก็แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยง่าย เราก็สบายใจ หรือแม้แต่การแนะนำให้ความรู้ที่เรามีหรือทราบมาแก่คนไม่รู้จัก อย่างแนะนำหมอ ยาดีๆหรือธรรมะที่ดีแก่คนอื่น ทำให้เขาหายป่วยหรือรู้สึกดีขึ้น เขาก็จะอธิษฐานหรือให้พรเรา ทำให้เราพบแต่สิ่งดีๆในชีวิต

.การให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น โดยทั่วไปคนเรามักจะให้อภัยตัวเองง่าย และมีข้อแก้ตัวให้ตนต่างๆนานา แต่ถ้าผู้อื่นผิดพลาดแล้ว เรามักเห็นเป็นเรื่องใหญ่และตำหนิติเตียนไม่รู้จักแล้วจบ ดังนั้น เราจะต้องหัดมีเมตตา รู้จักให้อภัยต่อผู้อื่นให้ง่ายเหมือนให้อภัยแก่ตัวเราเอง เพราะการให้อภัย จะทำให้เราไม่ผูกใจเจ็บ ไม่อาฆาตมาดร้าย ไม่ก่อศัตรู แต่ทำให้จิตใจเราสงบเย็น เป็นฝึกจิตพื้นฐานอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่กุศลขั้นสูงอื่นๆต่อไป

๙.ฝึกจิตให้สงบและสบายด้วยการทำสมาธิหรือสวดมนต์ การทำสมาธิ ฟังดูเหมือนยาก แต่จริงๆ เราทำได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรอยู่ เช่น กินข้าว อาบน้ำ ทำการบ้าน ทำงานบ้าน อ่านหนังสือ อยู่ที่ทำงาน หัวใจหลักคือให้เอาใจไปจดจ่อในสิ่งที่ทำเพียงอย่างเดียว จะทำให้เราทำทุกอย่างได้ดีขึ้น เพราะไม่พะวักพะวน คิดหรือทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันอันทำให้ขาดสติ และทุกๆคืนก่อนนอน ก็ควรสวดมนต์ไหว้พระที่เรานับถือ โดยอาจเลือกบทสวดสั้นๆที่เราชอบ เสร็จแล้วก็อย่าลืมแผ่เมตตาให้กับตัวเราเองและผู้อื่นตามสมควร


ที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าเป็นการทำความดีที่ไม่ต้องใช้เงินเลย แต่สามารถปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเราได้โดยไม่ยากเย็นเข็ญใจจนเกินไป อีกทั้งปฏิบัติแล้วก็เป็นบุญกุศลที่จะเกื้อหนุนให้เราและคนรอบตัวมีความสุข เพราะ”บุญ” ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ เครื่องชำระกาย ใจให้บริสุทธิ์ เป็นการทำประโยชน์ให้แก่ตัวเราเอง และผู้อื่น และยังช่วยลดกิเลส ความเศร้าหมองต่างๆได้ เริ่มทำแต่วันนี้เลยนะคะ เพราะมีคนบอกว่า “ความดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง”

สอนลูกฝึกใจให้สงบเบาสบายกัน (จริงแล้วใครๆก็ฝึกกันได้นะ)

ฝึกใจให้สงบเบาสบาย

สมาธิ ช่วยให้ใจสงบง่าย ดับความโกรธความเร่าร้อนได้ดี เวลาลูกโมโหควรแนะให้ลูกหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สัก ๔-๕ ครั้งเป็นอย่างน้อย แต่สมาธิจะได้ผลดี ต้องฝึกเป็นประจำแม้ในยามปกติ วิธีฝึกมีหลายอย่าง เช่น จดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออก หรือเดินช้า ๆ ด้วยความสงบ ถ้าพ่อแม่ทำร่วมกับลูกด้วย จะได้ผลมาก การทำเป็นกิจวัตรแม้เพียงวันละ ๕ นาที ช่วยพัฒนาจิตใจได้มาก


ความจริง การฝึกสมาธิสามารถทำได้กับกิจกรรมทุกอย่าง เช่น มีสมาธิกับการถูฟัน ล้างจาน หรือทำการบ้าน อ่านหนังสือนอกจากนั้น การสอนให้เด็กทำอะไรเป็นอย่างๆ ไม่ทำอะไรพร้อมกันหลายอย่างเวลาเดียวกัน เช่น กินข้าวไปด้วยอ่านหนังสือไปด้วย จะช่วยฝึกจิตให้มีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่านง่าย

การแผ่เมตตาเป็นการฝึกจิตให้มีภูมิต้านทานความโกรธได้เป็นอย่างดีความโกรธนั้นยิ่งหมักหมมก็ยิ่งเผาลนใจให้รุ่มร้อนพ่อแม่ควรสอนลูกแผ่เมตตา ก่อนนอน เริ่มจากคนใกล้ตัวไปจนถึงคนที่มีเรื่องโกรธเคืองหรือผิดใจกัน การให้อภัยเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ใจสงบเย็น





สำหรับเด็กเล็กๆ พ่อแม่อาจใช้เกมช่วยให้เด็กมีสมาธิได้ เช่นให้เด็กเคลื่อนไหวช้าๆ โดยเคลื่อนอวัยวะทีละส่วน เหมือนกับเป็นตุ๊กตาหุ่นยนต์ โดยมีกติกาให้เด็กสังเกตความรู้สึกทุกส่วนที่เคลื่อนไหว วิธีนี้จะทำให้เด็กสนุกกับการจดจ่อและระลึกรู้ร่างกายของตนเอง







มาเร่งฝึกสมาธิกัน ฝึกจิต ฝึกใจ ใครก็ทำกันได้นะคะ

มีกลวิธีชวนลูกเข้าวัดมาฝากกันจ้า

มีคำถามตัวอย่างและมีคำตอบมาไขปัญหาให้อ่านเพื่อใช้เป็นกลยุทธในการชักชวนลูกเข้าวัดจ้า



          เคยพาลูกเข้าวัดตั้งแต่ยังเล็ก พอโตเป็นวัยรุ่นเขาก็รู้ ว่าการให้ทานดีอย่างไร รักษาศีลดีอย่างไร นั่งสมาธิดีอย่างไร แต่เขาติดเพื่อน จะพามาวัดแต่ละครั้งยากเหลือเกิน มีวิธีใดที่จะชวนเขามาวัดได้อย่างสม่ำเสมอ

ลูกของคุณโยมเข้าวัดปฏิบัติธรรมกันมาตั้งแต่เล็ก ๆ ก็เป็นเพราะบุญวาสนาของเด็ก อย่างไรก็ตาม จิตใจของเด็กวัยรุ่นกับวัยเล็กไม่เหมือนกัน คุณโยมจะใช้การอบรมแบบเดียวกันไม่ได้ ตอนนี้ลูกของคุณโยมก้าวเข้าสู่วัยรุ่น เขาเริ่มมองไปข้างหน้า เพราะฉะนั้น เรื่องสนุก ๆ ก็เข้ามาแทน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่สนใจเรื่องดี ๆ หรือไม่รักแม่ เขายังสนใจเรื่องบุญ ยังรักแม่ แต่ก็เริ่มมีความอยากสนุกขึ้นมาตามลำดับ


        
 กรณีนี้ไม่ยาก ในเมื่อเรารู้แล้วว่า ลูกกำลังมองไปในอนาคต ให้สอนลูกเลยว่าอนาคตของลูกจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว คือ
           เรื่องของความเก่ง ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็ขึ้นอยู่กับความเก่งและความเฮง คนที่มี ความเก่งแต่ไม่เฮงหยิบจับอะไรไม่เคยสำเร็จ เพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกับแม่กับพ่อที่เรียนเก่ง ฝีไม้ลายมือการทำงานเก่งกว่าแม่กว่าพ่อของลูกมีอยู่หลายคน แต่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเท่าที่ควรเพราะเก่งแต่ไม่เฮง แม่กับพ่อของลูกมีความรู้ความสามารถพอประมาณ แต่ว่ามีความเฮง
         เมื่อพูดถึงความเฮงต้องบอกลูกว่า แม่ไม่ได้พูดให้ลูกคิดถึงเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ แต่กำลัง จะบอกว่า ลูกจะต้องสร้างเหตุแห่งความเฮงหรือความมีโชคมีลาภของชีวิตนั่นเอง ความมีโชค มีลาภหรือความสำเร็จ นอกจากจะเกิดจากความเก่งแล้ว ยังมาจากบุญที่เกิดจากการให้ทานบ้าง รักษาศีลบ้าง ทำภาวนาบ้าง และที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ บุญที่เกิดจากการขวนขวายในงานที่เหมาะ ที่ควร
           ในเรื่องของการทำทานลูกก็ทำกับแม่มาตลอด แม่ก็ภูมิใจที่ลูกรักการทำทานเหมือนแม่ การทำทานของลูกนอกจากจะได้บุญแล้ว ยังเป็นการปูพื้นฐานความมีใจงาม ชาตินี้แม่มั่นใจว่า ลูกจะไม่เอาเปรียบใคร ไม่คดโกงใคร เพราะลูกแม่ให้ทานเหมือนแม่เป็นประจำ ภาพนี้ชี้ให้เขาเห็น ชัด ๆ
           ลูกแม่รักษาศีลตามแม่ตลอดเวลา แม่ก็ภูมิใจ นี้เป็นหลักประกันว่า ถึงลูกจะไม่สวยเหมือน นางงามจักรวาล แต่ลูกก็สามารถจะข่มอารมณ์ ข่มความโกรธได้ ไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบกระทั่ง กระแทกกระทั้น ลูกก็ข่มได้ ซึ่งจะเป็นเสน่ห์ของลูก เวลาใครเข้าใกล้ลูก เขาจะไม่ร้อน เพราะว่าเรารักษาศีลมาดี และลูกแม่ตั้งใจทำภาวนามาทุกคืนกับแม่ ทำให้ลูกใจใส ความใจใสของลูกจะทำให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ นี้เป็นสิ่งที่แม่เพาะให้ลูก แล้วลูกก็สังเกตได้ด้วยตัวเองเวลาเข้าหมู่คณะว่า ลูกสามารถมีข้อเสนอแนะดี ๆ ให้กับหมู่คณะตลอดมา ซึ่งลูกก็เคย มาเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็ภูมิใจ
           แต่ว่ามีอีกอย่างหนึ่งซึ่งแม่และพ่อของลูกได้ฝึกมาตลอด คือ การขวนขวายที่จะทำในสิ่งที่เหมาะที่ควร พูดง่าย ๆ คือ ถ้ามีงานบุญเกิดขึ้นที่ไหน แม่และพ่อก็จะรับอาสาเข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่บ้าง ไปรับผิดชอบในหน่วยงานนั้น ๆ บ้าง ซึ่งนอกจากจะได้บุญแล้ว ยังเป็นการฝึกให้รู้จักงาน รู้จักเพื่อนมากขึ้น รู้จักแก้ไขปัญหาการกระทบกระทั่งได้ดีขึ้น พ่อของลูกบางครั้งก็เข้าไปจับงานการเมือง บางครั้งก็ไปช่วยสมาคมต่าง ๆ ทั้งสมาคมของหมู่บ้าน สมาคมของอาชีพของคุณพ่อ ขวนขวายเข้าไปรับผิดชอบงานของส่วนรวม
           เพราะฉะนั้น พ่อของลูกก็กลายเป็นคนมีเสน่ห์แรงคนหนึ่งเหมือนกัน คือ เมื่อหมู่คณะมีภาระเกิดขึ้น ลูกก็จะได้ยินเสียงโทรศัพท์จากพรรคพวกเพื่อนฝูงโทรมาตามคุณพ่อของลูก จากความที่พ่อและแม่ของลูกขวนขวายในสิ่งที่ชอบมาตลอดชีวิต ทำให้เวลาที่พ่อและแม่จะทำอะไร ก็จะได้รับความสนับสนุนช่วยเหลือจากพรรคพวกเพื่อนฝูงและผู้ใหญ่ตลอดมา เวลาพ่อแม่ ทำอะไรผิดพลาดพลั้งเผลอไป ก็มีพรรคพวกเพื่อนฝูงยื่นมือเข้ามาช่วยประคับประคองไม่ให้เซ ไม่ให้ล้ม ถ้าจะว่าไป นี่คือ ความเฮงที่พ่อแม่สร้างมากับมือ ไม่ใช่เพราะว่าเกิดมาในฤกษ์ดี นี้เป็นความดีที่แม่กับพ่อแสวงและสร้างสรรค์มาด้วยมือ
           วันนี้ลูกกำลังจะเตรียมตัวบินไปข้างหน้า วันหนึ่งลูกก็ต้องจากแม่ไปสร้างอาณาจักร ไปสร้าง ครอบครัวของตัวเอง ลูกต้องรีบสร้างความเฮงให้กับตัวเอง วันพระหรือวันอาทิตย์เวลาแม่ไปวัด ขอให้ลูกไปกับแม่ ไปสมัครเป็นเจ้าหน้าที่ของวัด ไปช่วยกันทำงานบุญในวัด หรือเวลาคุณพ่อเขาไปทำงานอะไรที่เป็นส่วนรวม ทั้งของหมู่บ้านหรือของสมาคม ถ้าคุณพ่อต้องการความช่วยเหลือให้ตามไปช่วย แล้วลูกแม่จะมีความเฮงตลอดชีวิต
           เพราะฉะนั้น วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ไปวัดกับแม่ดีกว่า หลังจากทำบุญเสร็จแล้วก็ไปสมัครเป็นเจ้าหน้าที่ของวัดพระธรรมกาย แผนกไหนก็ได้ แล้วลูกจะมีความเฮงติดตัวไปด้วยน้ำมือของลูกเอง

รู้วิธีอย่างนี้แล้วคุณพ่อ คุณแม่อย่ารอช้านะคะ รีบชักชวนลูกๆเข้าวัดฝึกจิตกันเลย

ความรู้เกี่ยวกับการถวายสังฆทาน

ในช่วงเทศกาลสำคัญทางศาสนาพุทธ   หรือ  ในโอกาสสำคัญ  ๆ  เช่นวันเกิด  วันครบรอบเหตุการณ์สำคัญในชีวิต    พุทธศาสนิกชนมักนิยมทำบุญ  ทำทานกัน   เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัว มีการทำทานแบบหนึ่ง   ที่พุทธศาสนิกชนหลายท่าน  อาจยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง  เราหลายคน  อาจเคยชินกับการหาของมาถวายสังฆทาน  โดยเลือกซื้อแบบจัดเป็นชุด ตามร้านขายเครื่องสังฆภัณฑ์หรือเลือกซื้อในซุปเปอร์มาร์เก็ต
เมื่อได้อ่านความรู้เกี่ยวกับการทำสังฆทาน  จาก เว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  และ เว็บไซต์อกาลิโก ดอท คอม   เห็นว่ามีประโยชน์จึงบันทึกย่อไว้เพื่ออ่าน  และเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่ดีเมื่อมีโอกาสทำสังฆทาน


การถวายสังฆทาน
           สังฆทาน คือ ทานที่อุทิศแก่พระสงฆ์ มิได้เจาะจงบุคคล การถวายสังฆทานหมายถึงการจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์ไม่เกี่ยวกับการถวายทานวัตถุอื่นๆ ครั้งพุทธกาลปรากฏว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ตอนหนึ่งว่า การถวายสังฆทานคือการขอต่อพระสงฆ์ให้ส่งภิกษุไปรับของถวาย ผู้ถวายสังฆทานต้องตั้งใจว่าถวายต่อพระอริยสงฆ์ ไม่ว่าผู้รับจะเป็นภิกษุรูปใดก็ตาม ถือว่าอุทิศถวายเป็นของสงฆ์
           ในปัจจุบันนี้นิยมทำเป็น ๒ อย่างคือถวายแก่หมู่ภิกษุอย่างหนึ่ง ถวายแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ที่สงฆ์จัดให้อีกอย่างหนึ่ง ในการถวายสังฆทานดังกล่าว นิยมตั้งพระพุทธรูปเป็นประธานซึ่งอนุโลมเข้าในประเภทถวายแก่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขและทานวัตถุที่จะถวายเป็นสังฆทานมีภัตตาหารเป้นหลัก นอกจากนั้นจะมีของเป็นบริวารอื่นๆ อีกตามสมควร หรือจะไม่มีเลยก็ได้

วิธีปฏิบัติ          
เมื่อตั้งใจจะถวายสังฆทาน พึงเตรียมภัตตาหารใส่ภาชนะให้เรียบร้อย จะถวายกี่รูปก็ได้ตามศรัทธา การนิมนต์พระสงฆ์นิยมกัน ๒ วิธี คือ

วิธีแรก
นิมนต์พระที่ออกบิณฑบาตในตอนเช้าผู้มาถึงเฉพาะหน้าในขณะนั้นให้ครบตามจำนวนที่ต้องการ
   
วิธีที่สอง
สถานที่ถวายถ้าเป็นในบ้านควรจัดห้องใดห้องหนึ่งที่เรียบร้อย ถ้ามีพระพุทธรูป ควรตั้งที่บูชาด้วยพอสมควร เมื่อพระสงฆ์ที่นิมนต์โดยวิธีใดวิธีหนึ่งมาพร้อมแล้ว นำภัตตาหารที่จัดเตรียมไว้มาตั้งตรงหน้าพระสงฆ์ อาราธนาศีล แล้วรับศีล ต่อจากนั้นกล่าวนโม ๓ จบ พร้อมกันแล้วจึงกล่าวคำถวายสังฆทาน ถ้าถวายรวมกันหลายคน ให้ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวนำเป็นวรรคๆ ผู้อื่นกล่าวตามทั้งคำบาลีและคำแปล เมื่อจบคำถวายแล้วภิกษุทั้งนั้นรับ “สาธุ” พร้อมกัน

คำถวายสังฆทาน (ประเภทสามัญ)คำบาลี          
อิมานิ มยํ ภนเต, สปริวารานิ, สงฆสส, โอโณชยาม, สาธุ โน ภนเต. สงโฆ, อิมานิ , ภตตานิ, สปริวารานิ, ปฎิคคณหาตุ,อมหากํ, ทีฆรตตํ, หิตาย, สุขาย.

คำแปล
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายภัตตาหาร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์ จงรับภัตตาหาร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญฯ 
คำถวายสังฆทาน (ประเภทมตกภัต อุทิศให้ผู้ตาย )

คำบาลี          
อิมานิ มยํ ภนเต, มตกภตตานิ, สปริวารานิ, สงฆสส, โอโณชยาม, สาธุ โน ภนเต. สงโฆ, อิมานิ , มตกภตตานิ, สปริวารานิ, ปฎิคคณหาตุ, อมหากญเจว, มาตาปิตุอาทีนญจ ญาตกานํ, กาลกตานํ ทีฆรตตํ, หิตาย, สุขาย. 

คำแปล          
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย มตกภัตตาหาร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์ จงรับมตกภัตตาหาร กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลาย มีบิดามารดา เป็นต้น ผู้ทำกาละล่วงไปแล้วด้วย สิ้นกาลนาน เทอญฯ


การถวายสังฆทานอย่างถูกวิธี
“ สังฆทาน คือ การถวายสิ่งของแก่หมู่พระภิกษุสงฆ์ เป็นการถวายกลางๆ ไม่จำเพาะเจาะจงภิกษุรูปหนึ่งรูปใด เมื่อถวายให้แล้วก็ถือว่าพระภิกษุสงฆ์ทุกรูปมีสิทธิ์ใช้สอยสิ่งของเหล่านั้นตามสะดวก อาจจะมีเพียงตัวแทนสงฆ์เพียงรูปเดียวมารับประเคน ก็ถือว่าเป็นสังฆทานเหมือนกัน

มีทานอีกรูปแบบหนึ่งที่คล้ายๆสังฆทาน เป็นทานที่มีอาณาเขตกว้างขวางกว่า คือ ทานที่ให้แก่หมู่พวกที่ไม่เฉพาะกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เรียก สาธารณทาน เป็นทานที่ไม่จำกัดเฉพาะในรั้ววัด เป็นการให้ที่ไม่มีขอบเขต สังฆทานเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณทานเช่นกัน

ส่วนการถวายทานที่ให้เฉพาะพระภิกษุสงฆ์รูปนั้นรูปนี้ เรียก ปาฏิปุคคลิกทาน มีอานิสงส์น้อยกว่าทานสองประเภทข้างต้น เพราะเป็นการจำกัดเฉพาะบุคคลว่าต้องเป็นคนนั้นคนนี้ การให้ทานแก่ส่วนรวมย่อมได้อานิสงส์มากกว่า  


            ของที่จะถวายหมู่พระสงฆ์โดยไม่เจาะจงที่เรียกว่า สังฆทาน นั้น คือ  สิ่งของอะไรก็ได้ที่เหมาะกับชีวิตสมณะ
 
ถวายสังฆทานอย่างไรให้ได้บุญ


สังฆทานที่ดีไม่จำเป็นต้องมีของถวายมากมาย ขอเพียงเป็นของจำเป็นและมีคุณภาพ   ในการจัดสังฆทานให้ได้ประโยชน์   ควรจัดข้าวของเครื่องใช้ดังต่อไปนี้
- สบู่   
- ยาสีฟัน
- แปรงสีฟัน   ควรเลือกชนิดขนแปรงอ่อน ๆ 
- ยาสระผม   ใช้เวลาโกนศีรษะจะได้โกนได้ง่ายขึ้น
- ใบมีดโกน   เป็นของจำเป็นมาก เพื่อใช้โกนศีรษะ
- เครื่องดื่มสมุนไพร พร้อมชง ขิงผง ชารางจืด มะตูม เดี๋ยวนี้   ควรดูวันหมดอายุก่อนซื้อด้วย
- ผ้าอาบน้ำฝน   เนื้อหนา ๆ   หรือ  เลือกซื้อเป็นสบง (ผ้านุ่ง)   อังสะ ซึ่งมักจะขาดแคลน  ถ้าถวายให้สามเณรก็จัดเหมือนพระเช่นกัน  ถวายสังฆทานแม่ชี ก็เปลี่ยนจากผ้าเหลืองเป็นชุดแม่ชี  ซึ่งหาซื้อได้จากวัดบวรนิเวศ หรือที่ สถาบันแม่ชีไทย หากหาซื้อไม่ได้ก็เปลี่ยนเป็นผ้าขาวเนื้อดีตามร้านขนาด ๒ - ๔ เมตรแทน จากนั้นแม่ชีท่านจะนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อ ผ้าถุง ผ้าครอง ตามสมควร
- หนังสือธรรมะ หนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ หรือหนังสือความรู้ต่างๆ ที่คิดว่าพระสงฆ์ควรรับรู้เพื่อนำไปบอกกล่าวแก่ญาติโยมได้
- ยาสมุนไพรต่างๆ รวมทั้งยาแผนปัจจุบัน
- เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ  รวมทั้งซองจดหมาย แสตมป์
- ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย  ตามวัดชนบทและวัดป่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก
- จาน ชาม ช้อน ส้อม  อาจสอบถามจากวัดดูก่อนว่าวัดนั้น ๆ  ต้องการจำนวนมากหรือไม่ จะได้จัดเป็นชุดใหญ่ถวายเป็นของสงฆ์ เพื่อให้ชาวบ้านหยิบยืมได้ด้วยในงานบุญประเพณีต่างๆ รวมทั้งเครื่องมืองานช่างต่างๆ เช่น ค้อน ตะปู ไขควง หรืองานเกษตร เช่น จอบ เสียม พลั่ว และงานทำความสะอาด เช่น ไม้กวาดอ่อน ไม้กวาดแข็ง ถังขยะ ที่ตักผง ฯลฯ
ของอื่นๆ ที่มักนิยมใส่ก็มี ข้าวสาร หัวหอม กระเทียม น้ำมันพืช ที่จัดว่าเป็นของแห้งเก็บไว้ได้นาน ของเหล่านี้ถ้าพระ ท่านใช้ไม่ทันท่านก็มักจะเก็บรวบรวมนำไปบริจาคต่างจังหวัดอีกที นับเป็นวงจรบุญไม่มีที่สิ้นสุด จัดเรียงข้าวของที่ซื้อมาลงในภาชนะ ซักผ้าที่ซื้อมาต่างหาก อาจจะเป็นถังหรือกะละมังก็ได้ แล้วนำไปถวายได้ทันที

ของที่ควรลดละเลิกในสังฆภัณฑ์

ข้าวของบางอย่างที่ควรหลีกเลี่ยงไม่นำมาประกอบเป็นสังฆทาน
- บุหรี่ ยาเสพติด เครื่องดื่มชูกำลังทุกประเภท
- ผลิตภัณฑ์อาหารที่บรรจุด้วยโฟม เพื่อหลีกเลี่ยงมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม
- อาหารกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง เพราะเป็นอาหารที่มีสารกันบูด สารเคมี ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ใส่เป็นผลไม้สดจะดีกว่า ถ้าในวัดมีครัวอาจซื้อผักสดเข้าครัวก็ได้
- ใบชาคุณภาพต่ำ พระไม่ค่อยได้ชงฉัน ควรเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ให้ประโยชน์กับสุขภาพมากกว่า
- กล่องสบู่ ปรกติพระท่านมีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องซื้อถวายอีก
- บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารบิณฑบาตในตอนเช้าเป็นอาหารสด และมีคุณค่ากว่า ไม่ควรส่งเสริมให้ท่านฉันอาหารที่มีคุณค่าน้อย
- น้ำอัดลม น้ำที่ผ่านการปรุงแต่งใส่สี


ทำบุญเสร็จแล้วอย่าลืมกรวดน้ำแผ่ส่วนบุญให้พ่อแม่ และอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรด้วยนะคะ

มาสวดมนต์กันเถอะมีบทสวดมนต์ประำจำวันมาฝาก



วิธีและลำดับการสวดมนต์
วิธีสวดพระพุทธคุณเท่าอายุบวกด้วย ๑ 
ให้เริ่มสวดตั้งแต่บท บูชาพระรัตนตรัย บทกราบพระรัตนตรัย นมัสการพระรัตนตรัย สวด 3 จบ ขอขมาพระรัตนตรัย ไตรสรณคมน์ ถวายพรพระ (อิติปิโสฯ) ชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ) ชัยปริตร (มหากาฯ) บทอิติปิโส เท่าอายุ บทแผ่เมตตาแก่ตนเอง แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ บทแผ่ส่วนกุศล อธิฐานตามสิ่งที่ปรารถนา สวดพระคาถาชินบัญชร




บูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อภิปูชะยามิ 


บทกราบพระรัตนตรัย 
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ) 

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สังฆัง นะมามิ (กราบ) 


นมัสการพระรัตนตรัย 
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สวด ๓ จบ) 


ขอขมาพระรัตนตรัย 
วันทามิ พุทธัง, สัพพะ เมโทสัง, ขะมะถะเม ภันเต, 

วันทามิ ธัมมัง,สัพพะเมโทสัง, ขะมะถะเม ภันเต, 
วันทามิ สังฆัง, สัพพะ เมโทสัง, ขะมะถะเม ภันเต

ไตรสรณคมน์ 
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ 


ถวายพรพระ (อิติปิโสฯ) 
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (พุทธคุณ) 

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ (อ่านว่า วิญญูฮีติ) (ธรรมคุณ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ (สังฆคุณ) 

พุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ)
พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังค
ะลานิ 

มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ 
นาฬาคิริง คะชะวะรังอะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ 
อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะ สุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ 
กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ 
สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ 
นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ 
ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง (อ่านว่า พรัมมัง) วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เม* ชะยะมังคะลานิ 
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โยวาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะ เนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ 
(* ถ้าสวดให้คนอื่น ให้เปลี่ยนจากคำว่า เม เป็น เต) 

ชัยปริตร (มหากาฯ) 
มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม* ชะยะมังคะลัง ฯ

ชะยันโตโพธิยา มูเล สักยานัง นันทิ วัฑฒะโน เอวัง อะหัง วิชะโย โหมิ (ถ้าสวดให้คนอื่นเปลี่ยนเป็น ตะวัง วิชะโย โหหิ) ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะ ปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะ ติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏ ฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะ (อ่านว่า พรัมมะ) จาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะ ทักขิณา นิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ ฯ 
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวัน ตุ เม* ฯ 
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวัน ตุ เม* ฯ 
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะ เทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวัน ตุ เม* ฯ

อิติปิโส เท่าอายุ 
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ 

(ให้สวดเกินอายุ ๑ จบ เช่น อายุ ๔๒ ปี ต้องสวด ๔๓ จบ)

บทแผ่เมตตาแก่ตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข 

นิททุกโข โหมิ ปราศจากความทุกข์ 
อะเวโร โหมิ ปราศจากเวร 
อัพยาปัชโฌ โหมิ ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง 
อะนีโฆ โหมิ ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ 
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ มีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ 
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น 

อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย 
อัพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย 
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย 
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิด ฯ 

บทแผ่ส่วนกุศล 
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า มีความสุข 

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข 

อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า มีความสุข 

อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวง มีความสุข 

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวง มีความสุข

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง มีความสุข 

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ 


กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร 
ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศล จากการเจริญภาวนานี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้ ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ ท่านจะอยู่ภพใดหรือภูมิใดก็ตาม ขอให้ท่านได้รับผลบุญนี้ แล้วโปรดอโหสิกรรม และอนุโมทนาบุญแก่ข้าพเจ้าด้วยอำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ 






วิธีสวดพระคาถาชินบัญชร 
การเริ่มต้นสวดภาวนาให้หาวันดีคือ วันพฤหัสบดีเป็นวันเริ่มต้น โดยน้อมนำดอกไม้ ธูปเทียนถวายบูชาคุณพระรัตนตรัยและดวงพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ถ้าไปที่วัดระฆังได้ก็ยิ่งดี 

ถ้าไปไม่ได้ก็ให้ระลึกถึงท่านและหันหน้าไปทางวัดระฆังก็ใช้ได้ เมื่อบูชาพระรัตนตรัยและดวงวิญญาณของเจ้าประคุณสมเด็จแล้ว จึงเริ่มต้นสวด โดยอ่านบทสวดให้ได้ ๑ จบ ก็เป็นอันเสร็จพิธี


พระคาถาชินบัญชร (ย่อ)
ชินะปัญชนะระ ปะริตตังมัง รักขะตุสัพพะทา 
หรือ 
วิญญาณสัมปันโน อิติปิโสภะคะวา นะโมพุทธายะ 
(สวด 9 จบ) 

พระคาถาชินบัญชร 
ก่อนที่เจริญภาวนาให้ตั้งนะโม 3 จบ แล้วระลึกถึงเจ้าประคุณสมเด็จด้วยคำว่า 

ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ 
ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุง นะราสะภา 
ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา 
สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร 
หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก 
ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุลา กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก 
เกเสะโต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโยวะ ปะภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภีโต มุนิปุงคะโว 
กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร 
ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลีนันทะสีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฏ ติละกา มะมะ 
เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา 
ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง 
ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา 
ชินาณาวะระสังยุตตา สัตตัปปาการะลังกะตา วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา 
อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร 
ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮีตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา 
อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโค สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ
ชินะปัญชะเรติ ฯ 
(ชินะปัญชะระคาถา นิฏฐิตา)